Dec
01
โอวาทธรรมของลูกศิษย์ “หลวงปู่มั่น ภูริทัตโต”

ธรรมลิขิต หลวงปู่บุดดา ถาวโร

หลวงปู่บุดดา  ถาวโร

“คนเราจะเป็นสุขเมื่อรู้จักพอดี

ไม่มีใครได้อะไรตลอดไป หรือเสียอะไรตลอดไป

ไม่มีใครหรือสิ่งไหนคงอยู่ตลอดไปโดยไม่สุญสิ้น

ขอเพียงแค่รู้จักพอดีทุกคนจะเป็นสุข”

ธรรมโอวาท หลวงปู่แหวน สุจิณโณ

หลวงปู่แหวน  สุจิณโณ

“บารมีต้องสร้างเอา เหมือนอยากให้มะม่วงของตนมีผลดก

ต้องหมั่นบำรุงรักษาเอา

ไม่ใช่แห่ไปชื่นชมต้นมะม่วงของคนอื่น

ต้องไปปลูก ไปบำรุงต้นมะม่วงของตนเอง

การสร้างบารมีก็เช่นกัน ต้องสร้าง ต้องทำเอง”

ธรรมโอวาท หลวงปู่ขาว อนาลโย

หลวงปู่ขาว  อนาลโย

“แก่นแท้ของธรรมอยู่ที่สติ

จงหมั่นทำสติให้แก่กล้า สติทำอะไรไม่ผิดพลาด

กุศลธรรมทั้งหลายคุณงามความดีทั้งหลาย

เกิดขึ้นได้เพราะบุคคลมีสติอย่างเดียว”

ธรรมโอวาท พระราชนิโรธรังสีคัมภีรปัญญาวิศิษฎ์ 
(หลวงปู่เทสก์ เทสรงฺสี)

หลวงปู่เทสก์

“นักปฏิบัติโดยมากเข้าใจว่า การมีสติสมบูรณ์นั้น คือการตั้งสติให้แน่วแน่

รักษาอยู่ในอารมณ์อันเดียวจนไม่ให้เผลอได้ แท้จริงหาเป็นเช่นนั้นไม่

สติถ้ายังต้องรักษาและควบคุมให้อยู่ในอารมณ์อันเดียวแล้ว ยังไม่ได้ชื่อ

ว่า มีสติสมบูรณ์ สติที่สมบูรณ์จะต้องไม่ควบคุมและรักษา แต่มันจะมี

สติพอดีกับอารมณ์ที่จะมาปรากฎขึ้นมาในจิตแล้วรู้เท่าทันกัน อันเนื่องมาจาก

ที่เราอบรมไว้ดีแล้ว ไม่มีการส่งส่ายออกนอกไปจากอารมณ์ที่ปรากฎขึ้นที่

จิตนั้น รู้แล้ววางเฉย บางทีก็ทำให้เกิดสลดสังเวชในเรื่องนั้น ๆ

เราไม่ต้องเอาสติไปควบคุมจิตแต่อย่างไร สติกับจิตมันได้สัดส่วนกันแล้ว

หากมันคุมกันเอง จึงเรียกว่า มีสติสมบูรณ์”

ธรรมโอวาท หลวงปู่พรหม จิรปุญฺโญ

“คนเราเกิดมาทุกรูปทุกนาม รูปสังขารเป็นของไม่เที่ยง

เกิดขึ้นแล้วล้วนตกอยู่ในกองทุกข์ด้วยกันทั้งนั้น

ไม่ว่าพระราชามหากษัตริย์ พระยานาหมื่น คนมั่งมี เศรษฐี

และยาจก ล้วนตกอยู่ในกองทุกข์ด้วยกันทั้งนั้น

มีทางพอจะหลุดพ้นได้ คือ ทำความเพียรเจริญภาวนา

อย่าริมัวเมาในรูปสังขารของตน

มัจจุราชมันบ่ไว้หน้าผู้ใด

ก่อนจะดับไป ควรจะสร้างความดีเอาไว้”

ธรรมโอวาท หลวงปู่ฝั้น อาจาโร

“บุญกุศลนั้นก็ไม่ใช่อื่นไกล ก็ได้แก่ทานบารมี ศีลบารมี ภาวนาบารมี

นี้แหละ ทาน ก็รู้อยู่แล้ว คือการสละ หรือ การละการวางผู้ใดละมาก

วางได้มาก ก็เป็นผลานิสงส์มากผู้ใดวางได้น้อย ละได้น้อย

ก็มีผลานิสงส์น้อย ละได้น้อย ก็มีผลานิสงส์น้อยมัจฉริยะความตระหนี่

เหนียวแน่น นี้หละคือความโลภ ต้องสละเสีย ให้เป็นผู้บริจาค

ก็บริจาคทรัพย์สมบัติ วัตถุทั้งหลายเหล่านั้นหละ ไม่ใช่อื่นไกลแปลว่า

ทะนุบำรุงตน เหมือนพระสัมมาสัมพุทธเจ้าที่ท่านจะสำเร็จมรรคผล

ท่านก็ได้สร้างบารมีมา คือทานบารมีอันนี้ นี่ให้เข้าใจไว้

ทานเป็นเครื่องสะเบียงของเรา เมื่อเราได้ทำไว้พอแล้วเราจะเดินทางไกล

เราก็ไม่ต้องกลัวอดกลัวอยาก กลัวทุกข์กลัวยากของเก่าเราทำมาไว้

ถ้าอะไรเราไม่ได้ทำไว้ อยากได้ มันก็ไม่ได้ ถ้าได้ทำไว้แล้ว

สร้างไว้แล้ว ไม่อยากได้ มันก็ได้ นี่แหละคือทานบารมี”